Blog

สวย เด้ง เด็ก “ด้วยไขมันตัวเอง”

การจะย้อนวัยให้ใบหน้านั้นก็มีอยู่หลากหลายวิธี มีระยะเวลาการเห็นผลที่ช้าหรือเร็วแตกต่างกันไป แต่ถ้าต้องการให้เห็นผลเร็ว วิธีการฉีดสารเติมเต็ม หรือ ฟิลเลอร์ถือเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่สามารถช่วยลดเลือนริ้วรอย และทำให้หน้าของเราดูเด็กลงได้ การฉีดสารต่างๆเข้าไปในร่างกาย มีอยู่หลายชนิดและมีคุณสมบัติที่ต่างกันไป แต่เราจะมั่นใจได้อย่างไร ว่าสารนั้นปลอดภัยกับเรา 100% จนทำให้เกิดค้นพบทางออกที่ปลอดภัยที่สุด ด้วยเทคนิคเฉพาะที่เรียกว่า การทำ “Fat Grafting” เรามาลองศึกษาข้อมูลการทำ Fat Grafting จากคุณหมอของ ณรวี คลินิค กันดูค่ะ…

Fat Grafting เป็นวิธีที่ศัลยแพทย์จะทำการดูดไขมันของร่างกายตรงส่วนที่มีไขมันมากและต้องการกำจัดออก เช่นจากบริเวณหน้าท้อง ต้นขา ต้นแขน น่อง หรือสะโพก จากนั้นก็นำไขมันพวกนั้น มาฉีดเข้ายังบริเวณส่วนที่เราต้องการเติมเต็ม เช่นส่วนต่างๆบนใบหน้า หน้าผาก,แก้ม, เติมเต็มหน้าอกให้อวบอิ่ม เป็นต้น
ข้อดี & ข้อเสีย ของการทำ Fat Grafting
ข้อดี ไขมันที่ได้เป็นของตัวเราเอง จึงไม่มีสิ่งแปลกปลอมเข้าไปในร่างกาย ในการทำแต่ละครั้งสามารถฉีดไขมันได้ในปริมาณมากๆ ผลลัพธ์ที่ได้เป็นธรรมชาติ
ข้อเสีย ก็มีอยู่บ้างนะ คือในอดีตไขมันที่ฉีดเข้าไปจะมีส่วนที่ตายเป็นจำนวนมาก ทำให้การกำหนดปริมาณและขนาดทำได้ยาก ผลลัพธ์ที่ได้จึงไม่ดีเท่าที่ควร

แต่ด้วยวิวัฒนาการทางด้านศัลยกรรมความงามที่ไม่เคยหยุดนิ่ง ทำให้ Fat Grafting ได้ถูกพัฒนาเทคนิคและวิธีการ จนสามารถทำลายข้อจำกัดและข้อเสียของวิธีแบบเดิมๆลงไปได้แทบจะทั้งหมด
เทคนนิคที่ว่าก็คือกระบวนการนำเซลล์ไขมันที่ดูดออกมา มาทำให้เกิดประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น มีการตายของไขมันที่น้อยลง และสามารถมีชีวิตอยู่ได้ในระยะเวลาที่ยาวนาน แพทย์ถึงจะสามารถประเมินผลลัพธ์ที่ค่อนข้างชัดเจนได้
หนึ่งในวิธีของเทคนิคดังกล่าวคือการนำไขมันมาผ่านกระบวนการปั่นแยกค่ะ เพื่อแยกส่วนผสมของไขมันที่ดูดออกมาออกจากกัน โดยผ่านกระบวนการทางเครื่องมือ (Lipo-aspiration process) ที่พัฒนาขึ้นใหม่ ทำให้ได้ไขมันที่มีชีวิตและคุณภาพสูง
จากนั้นแพทย์อาจจะแบ่งไขมันส่วนหนึ่งไปแยกสกัดเอาเซลล์เปลือกไขมัน ซึ่งมีสเต็มเซลล์ไขมันปนอยู่ แล้วนำไปผสมกับเนื้อเยื่อไขมันที่เตรียมไว้ แล้วจึงนำไปฉีดเติมยังบริเวณที่ต้องการ เป็นการทำให้ไขมันรอดชีวิตมากขึ้นหลังจากฉีด

เทคนิคใหม่นี้ว่า CAL (cell-assisted lipotransfer) เทคนิคนี้จะใช้เซลล์เปลือกไขมันในจำนวนน้อย เพื่อไปช่วยส่งเสริมการมีชีวิตรอดของเนื้อเยื่อไขมันที่ปลูกถ่าย ด้วยเทคนิคใหม่นี้ จากการเตรียมความพร้อมของไขมันที่ดีขึ้น รวมถึงองค์ประกอบทางเทคนิคด้านอื่นๆ เช่น การใช้หัวดูดที่ทันสมัยมากขึ้น ใช้ความดันในการดูดน้อยลง หลังดูดใช้การปั่นแยกเซลล์ไขมัน แทนการบีบและกรองแบบเก่า ทำให้โอกาสที่ไขมันจะถูกกระทบกระเทือนน้อยลง รวมถึงเทคนิคการฉีดที่จะทำเป็นจุด และกราฟเล็กๆ ไม่ใส่ไขมันเข้าไปเป็นกระจุกใหญ่ สิ่งเหล่านี้ล้วนทำให้ไขมันคงอยู่ได้มาก นาน และทำให้เกิดผลลัพธ์ดีขึ้น

Fat Grafting แก้ปัญหาอะไรได้บ้าง?

ช่วยเติมเต็มบริเวณส่วนต่างๆ ของร่างกายให้อวบอิ่ม เช่น บริเวณขมับ ร่องแก้ม ใต้ตา รอบดวงตา มุมคาง หน้าผาก เต้านม ฯลฯ ฟื้นฟูสภาพผิวพรรณที่เสื่อมลง เติมเต็มบริเวณหลังมือ เติมเต็มร่องรอยความไม่เรียบหลังการดูดไขมัน ฯลฯ

ข้อดี ไม่มีสิ่งแปลกปลอมปนร่วมกับไขมันที่นำฉีดเข้าไปในร่างกาย เมื่อเวลาผ่านไป 6 เดือนจะสามารถคงอยู่ได้อย่างถาวร ผลลัพธ์ที่ได้ออกมาดูเป็นธรรมชาติ การเติมไขมันในแต่ละครั้งสามารถเติมได้ในปริมาณมาก (อาจทำสองถึงสามครั้ง) ไขมันเป็นเหมือนฟิลเลอร์ที่มีชีวิต เพราะมีสเต็มเซลล์ของไขมันปนอยู่ด้วย ดังนั้นจึงมีประสิทิภาพในการฟื้นฟูให้ใบหน้าดูมีชีวิตชีวาและอ่อนเยาว์ขึ้น
ข้อเสีย การทำ Fat Grafting เหมือนการผ่าตัดชนิดหนึ่ง มีอาการบอบช้ำมากกว่าการฉีดฟิลเลอร์ต้องใช้เวลาพักฟื้น ไม่สามารถทำในคนที่ผอมมากๆได้ แม้ว่าการเติมเต็มไขมันจะถูกพัฒนากระบวนการให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นแล้ว แต่ไขมันบางส่วนก็สามารถเกิดกาสลายได้เช่นกัน ปริมาณการสลายตัวของไขมันนั้นก็ไม่มีความแน่นอน ขึ้นอยู่กับธรรมชาติแต่ละคน และแต่ละตำแหน่งของร่างกายที่ตอบสนองแตกต่างกัน
“การเตรียมตัว” ก่อนเข้ารับการรักษา
– ต้องมีเวลาพอสำหรับการพักฟื้นในช่วง 1- 3 สัปดาห์หลังทำ
– งดวิตามิน อาหารเสริม ยาบำรุง และยาต้านเกร็ดเลือดทุกชนิด ไม่ต่ำกว่า 1สัปดาห์

“ขั้นตอน” ในการผ่าตัดมีดังนี้ค่ะ
1. เลือกตำแหน่งที่ต้องการดูดไขมัน เช่น หากต้องการเสริมหน้าอก หรือเติมเต็มบริเวณใบหน้า ศัลยแพทย์มักจะเลือดดูดไขมันบริเวณหน้าท้อง ต้นขาด้านใน หรือด้านนอก ซึ่งเป็นบริเวณที่สามารถนำไขมันออกมาได้สะดวกที่สุด
2. ฉีดยาชาไปยังบริเวณที่จะทำการดูดไขมัน
3. ใช้เข็มดูดไขมันทราต้องการจำกัดออก ซึ่งมีข้อดีกว่าการใช้เครื่องดูด เพราะจะสามารถควบคุมความดัน ไม่ให้เกิดปัญหาไขมันสลายและตายจำนวนมาก
4. หลังจากได้ไขมันครบตามที่ต้องการแล้ว จะเข้าสู่ขั้นตอนการเตรียมไขมัน ด้วยกระบวนการ lipo- aspiration process โดยเครื่องปั่นทางการแพทย์ เพื่อแยกเนื้อเยื่อไขมันที่มีชีวิต และแยกชั้นไขมั
“การแยกชั้นเพื่อเลือกไขมันที่มีโอกาสมีชีวิตรอดมากที่สุดมาใช้ ตัดปริมาณสารที่ตายแล้วออก โดยสิ่งที่ตาย

5. นำไขมันที่ได้ไปสกัดเพื่อให้ได้เซลล์ไขมันที่ต้องการ ด้วยวิธีการที่เรียกว่า Cal (Cell-Assisted Lipotransfer) ซึ่งวิธีนี้ก็จะช่วยทำให้ไขมันที่จะมีชีวิตอยู่มีปริมาตรแน่นอน สามารถประเมินได้อย่างชัดเจนว่าต้องใส่ไขมันปริมาณเท่าใหร่
6. นำไขมันที่ได้มาผสมกับเซลล์ แล้วนำไปฉีดในบริเวณที่ต้องการด้วยเทคนิคที่เรียกว่า Structural Fat Graft เป็นการปลูกถ่ายไขมันเพื่อฟื้นคืนรูปทรงตามธรรมชาติ แบบสามมิติของแต่ละส่วนย่อยของร่างกาย

7. เข็มที่ใช้ในการฉีดแพทย์จะใช้เข็มปลายทู่ เพื่อลดการกระทบกระเทือนแก่อวัยวะข้างเคียงขณะฉีด เพราะสิ่งที่ต้องระมัดระวังคือเส้นประสาท เส้นเลือด กล้ามเนื้อ และต่อมน้ำลายข้างแก้ม หากได้รับการกระทบเทือนอาจเกิดปัญหาตามมาได้
ในการฉีดแพทย์จะทำการสอดเข็ม (blunt needle) เข้าไปยังตำแหน่งที่ต้องกาโดยใช้เข็มในการเจาะรูหลัง จากสอดเข็มแล้ว ค่อยสอดเข็มผ่านรูอีกทีนึง การทำให้เรียบเนียนและการทำให้เซลล์ไขมันที่ใส่เข้าไปสูญเสียน้อยที่สุด อาจต้องใช้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญและมีประสบการณ์ในการทำค่อนข้างมาก เนื่องจากต้องเข้าใจและรู้จักเซลล์ไขมันเป็นอย่างดี เพราะเซลล์ไขมันค่อนข้างบอบบางและตายได้ง่ายมาก”

การดูแลตัวเอง หลังการรักษา

1. ประคบเย็น 48-72 ชั่วโมงเพื่อลดอาการบวมและอาการเขียวช้ำ
2. ช่วงแรกอาจจะยังไม่ค่อยเรียบเนียนนัก คนไข้ยังไม่ต้องกังวล แพทย์จะเป็นผู้ประเมินและให้คำแนะนำ ซึ่งอาการเหล่านี้ก็จะดีขึ้น โดย 1- 3 สัปดาห์หลังทำ เพราะจะมีการบวม มีรอยเขียวช้ำ โดยเฉพาะในช่วงสัปดาห์แรก และจะเริ่มดีขึ้นในอาทิตย์ที่ 3-4 ซึ่งใบหน้าจะดูเข้ารูปมากขึ้น เห็นความอ่อนเยาว์ชัดเจนขึ้น
ทั้งนี้ก่อนการทำ Fat Grafting ควรจะศึกษาข้อมูลให้ดีก่อน เลือกสถานพยาบาล และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่สามารถเชื่อถือได้ และปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัดทั้งก่อนและหลังทำนะคะ



VIDEO REVIEWS

more